ช่องทางรับฟังความคิดเห็น     คลังเอกสาร     คำถามที่พบบ่อย     ถาม-ตอบ      มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี    

ตอนที่ 1 บาลานซ์ชีวิตเรียนและกิจกรรมในรั้ว ม.อุบลฯ

 

Inspiration The Series

 

ชีวิตนักกิจกรรม ม.อุบลฯ

 

ธนากร ลมลาศรี (พี่เซ้นต์)
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ใกล้ถึงช่วงเลือกตั้งองค์กรนักศึกษา สภานักศึกษาขอถ่ายทอดเรื่องราวแรงบันดาลใจ จากนักกิจกรรม ม.อุบลฯเพื่อจุดประกายให้ใครสักคน กล้าลงมือทำในบทบาทใหม่ เริ่มเลยยย.......
“เรียนไปด้วย ทำกิจกรรมไปด้วย”
สวัสดีครับ ผม ธนากร ลมลาศรี หรือพี่เซ้นต์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาภาษาอังกฤษและการสื่อสาร (English and Communication) คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี วันนี้อยากมาเล่าเรื่องราวเส้นทางตลอด 4 ปีในรั้วมหาวิทยาลัยของผมครับ จากวันที่เข้ามาแบบไม่รู้จักใคร จนกลายมาเป็นหนึ่งในคนที่ขับเคลื่อนกิจกรรมของคณะ มันเป็นการเดินทางที่ทั้งเหนื่อย ทั้งสนุก ทั้งเติบโตแบบที่ไม่เคยคาดคิดเลยจริงๆ ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้น... ผมเป็นเด็กกิจกรรมมาตั้งแต่มัธยมปลายแล้วครับ ตอน ม.6 มีโอกาสได้เป็นประธานนักเรียน และตอนนั้นก็คือจัดเต็ม ทำกิจกรรมทุกอย่างที่ขวางหน้า ไม่ปล่อยให้โอกาสไหนหลุดมือเลย แต่เหนื่อยสุบๆๆ แต่หลังจากจบ ม.6 ผมไม่ได้เข้ามหาวิทยาลัยทันที ผมตัดสินใจ Gap Year เพื่อหาตัวเอง ทบทวนหลายๆ อย่างในชีวิต ซึ่งช่วงเวลานั้นก็ทำให้ผมโตขึ้นมากพอสมควร ก่อนจะตัดสินใจเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ในสาขาภาษาอังกฤษและการสื่อสาร ปี 1 – เด็กใหม่สุดโก๊ะ กับภาษาอังกฤษที่ยังไม่ค่อยแข็งแรง ตอนเข้าเรียนปี 1 ใหม่ๆ บอกตามตรงว่าตื่นเต้นและกลัวมาก เพราะตอนนั้นภาษาอังกฤษของผมยังไม่แข็งแรงเลย กลัวว่าจะตามเพื่อนไม่ทัน กลัวจะเรียนไม่รู้เรื่อง ช่วงแรกก็คิดว่าจะอยู่เงียบๆ ตั้งใจจะ “เรียนอย่างเดียว” ไม่ยุ่งอะไรกับใคร ไม่เข้าชมรม ไม่ทำกิจกรรมอะไรทั้งนั้น แต่แล้วความคิดก็เปลี่ยนไปตอนที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมรับน้อง กิจกรรมรับน้องของคณะทำให้ผมรู้สึกประทับใจมาก พี่ๆ ที่จัดงานให้เต็มที่ ให้พลังบวก และสร้างความอบอุ่นแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ผมเริ่มคิดว่า “เฮ้ย! เราก็อยากเป็นแบบพี่เขาบ้างนะ” และจังหวะก็พอดีครับ… เห็นเพจสโมสรนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์เปิดรับสมัคร “อนุสโมสรฯ” ผมไม่ลังเลเลย กดสมัครทันที ตอนสัมภาษณ์จำได้เลยว่าตื่นเต้นมาก เพราะพี่ๆ มานั่งล้อมวงสัมภาษณ์ สุดท้ายผมก็ผ่านการคัดเลือก และได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีมกิจกรรมของคณะ ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นของเส้นทางที่เปลี่ยนชีวิตมหาวิทยาลัยของผมไปตลอดกาล ปี 2 – บาลานซ์ไม่ง่าย แต่มันส์มาก พอขึ้นปี 2 งานเรียนเริ่มหนักขึ้นเยอะครับ มีการบ้าน มีสอบเกือบทุกสัปดาห์ โดยเฉพาะสายวรรณกรรมที่ต้องอ่านหนังสือเยอะมาก (ทั้งที่ปกติไม่ใช่คนชอบอ่านหนังสือเลย) แต่ในขณะเดียวกัน งานกิจกรรมก็กำลังเข้มข้นมากขึ้นด้วย เพราะเราเริ่มมีประสบการณ์ และได้มีบทบาทมากขึ้นในทีม บางคืนต้องทำงานข้ามวันข้ามคืน อดหลับอดนอนเพื่อให้งานออกมาดีที่สุด เคยมีช่วงที่เรียนเช้า-บ่าย แล้วทำงานจนถึงตี 2 ตี 3 แล้วกลับมานั่งอ่านหนังสือสอบต่อเลยก็มี แม้จะเหนื่อยมาก แต่ก็เป็นปีที่รู้สึกว่าได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก ทั้งการทำงานร่วมกับผู้อื่น การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การบริหารเวลา และการจัดการอารมณ์ตัวเอง ปี 3 – นายกสโมสรฯ ที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เป็น ไม่เคยคิดเลยครับว่า “คนอย่างเรา” จะได้มาอยู่ในตำแหน่ง “นายกสโมสรนักศึกษา” ของคณะ ตอนที่ได้รับเลือกคือรู้สึกงงๆ ด้วยซ้ำ แต่ก็รู้สึกเป็นเกียรติและท้าทายมากๆ แต่ปีนี้ก็เป็นปีที่โหดสุดๆ เช่นกันครับ งานเรียนหนักมาก (วรรณกรรมทีหนึ่งอ่าน 70-80 หน้าแบบทรหด) กิจกรรมก็มีให้จัดทั้งปี ประชุมแทบทุกสัปดาห์ บางทีต้องตัดสินใจเรื่องที่กระทบกับหลายคน ต้องคิดเยอะ ต้องรอบคอบ ต้องรับผิดชอบมากขึ้น แต่ทั้งหมดนี้ก็ช่วยให้ผมเติบโตขึ้นเยอะจริงๆ ครับ และช่วงปี 3 นี้เอง ผมก็เริ่มมองหาทุนไปต่างประเทศ เพราะรู้สึกว่าอยากออกไปเจอโลกกว้าง และพัฒนาภาษาอังกฤษของตัวเอง จนได้มาเจอ “ทุนจากวิเทศสัมพันธ์” ซึ่งเปิดโอกาสให้กับนักศึกษาที่ตั้งใจจริง ผมลองสมัครแบบไม่ได้คาดหวังมาก แต่สุดท้ายก็ได้ทุน ดีใจสุดๆ รู้สึกว่าความพยายามของเราตลอด 3 ปีที่ผ่านมาไม่สูญเปล่าเลย ปี 4 - สภานักศึกษา หรรษาเลยล่ะ ปี 4 ได้รับคัดเลือกเป็น สภานักศึกษา ได้ทำกิจกรรมที่แตกต่างจากสโมสรฯ มากๆ เพราะได้ทำงานในระดับ scale ที่ใหญ่ขึ้น ท้าทายขึ้น ได้ทำหลากหลายอย่าง ลงพื้นที่ ช่วยเหลือคน ฯลฯ ปีนี้บอกเลยว่าทำหลายอย่างมากจริงๆ ทั้งฝึกงาน ทั้งเรียน พิธีกร(บ้าง) ดูแลนศ ต่างชาติ งานสภา สอนพิเศษ ฯลฯ แต่สนุกมากๆ กับชีวิตปีสุดท้ายในมหาวิทยาลัย คำกล่าวที่ว่า ”การเรียนทำให้คนมีงานทำ แต่การทำกิจกรรมทำให้คนทำงานเป็น“ เป็นเรื่องจริงที่ปฏิเสธไม่ได้เลยครับ หลายคนอาจกลัวว่าทำกิจกรรมแล้วจะไม่มีเวลาเรียน จะเหนื่อยเกินไป หรือกลัวจะไม่ไหว ผมขอบอกเลยว่า เหนื่อยจริงครับ แต่สิ่งที่ได้กลับมามัน “คุ้มค่า” มาก ได้ฝึกทักษะนอกตำราเรียน ทั้งการทำงานเป็นทีม การสื่อสาร การบริหารเวลา ได้รู้จักเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ จากหลายสาขา หลายคณะ ได้เปิดโลก ได้ลองผิดลองถูกได้รู้จักตัวเองมากขึ้น และรู้ว่าจริงๆ แล้วเราทำอะไรได้มากกว่าที่คิด ฝากถึงน้องๆ และเพื่อนๆ ที่กำลังจะเข้ามาในวงการทำกิจกรรมอยากให้เปิดใจลองทำกิจกรรมดูครับ ไม่ต้องเริ่มใหญ่ ไม่ต้องทำทุกอย่าง แต่ขอแค่ “กล้าลอง” แล้วคุณจะได้อะไรกลับมาเยอะมาก และอย่าลืมว่า “หน้าที่หลักของเราคือนักศึกษา” เรียนก็ต้องไม่ทิ้ง งานก็ต้องไม่หลุด เที่ยวให้สุด เรียนให้ดี และทำกิจกรรมให้เต็มที่ ถ้าจัดการดี ทุกอย่างมันไปด้วยกันได้ เพราะชีวิตในมหาวิทยาลัย มีแค่ครั้งเดียวในชีวิต ลองทำให้มันดีที่สุดดูครับ แล้วคุณจะไม่เสียใจในวันข้างหน้าเลย ถ้าใครอ่านมาถึงตรงนี้ ขอบคุณมากๆ เลยนะครับ หวังว่าเรื่องราวของผมจะเป็นแรงบันดาลใจเล็กๆ ให้กับใครที่กำลังลังเลว่าจะทำกิจกรรมดีไหม หรือกลัวว่าจะไม่ไหว ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังเดินตามฝันครับ
“เหนื่อยวันนี้ เพื่อเติบโตในวันหน้า” แล้วมาเจอกันที่จุดที่เราภูมิใจในตัวเองนะครับ
ปล.ท้ายนี้อยากฝากกับทุกคนไว้ว่า อย่าหยุดพัฒนา อย่าหยุดเรียนรู้ จงเป็นคนโง่ที่ต้องการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา